นิทาน ความจริง

posted on 14 Sep 2012 02:24 by sylfaria
นิทาน...."ความจริง"
 
 
 
กาลครั้งหนึ่ง ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นช่วงเวลาไหนหรือปีอะไร . . .

        เด็กหนุ่มผู้หนึ่งปราถนาที่จะรู้ในสรรพสิ่งต่าง ๆ เขาเฝ้าเพียรเรียนเขียนอ่านจนจบกระบวนความตามที่เมือง นี้จะให้เขาได้....หลังจากนั้นเขามุ่งมั่นที่จะเรียนรู้มายิ่งขึ้นราวกับหลุมดำที่ถมไม่มีวัันเต็ม เขาไฝ่ใคร่รู้ในสิ่งต่าง ๆ แต่แล้ว เขาก็ได้ค้นพบสิ่งหนึ่งในเรื่องราวต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้มานั้นก็คือ เขาไม่อาจจะรู้ในสิ่งที่เรียกว่า
"ความจริง" อย่างแท้จริงได้  เพราะสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในตำราที่ร่ำเรียนมานั่น เื่มื่อได้พบเจอกับสิ่งที่เรียกว่าชีวิืตจริงแล้ว มันช่างแตกต่าง  จนบางครั้งก็เรียกได้ว่า ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตำราเรียนที่เขาเพียรศึกษามาตลอดหลายปีมานี้ มัน"โกหก" เขางั้นหรอ? แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เขาเรียนมาล่ะ มันเป็นสิ่้งไม่จริงเป็นสิ่งหลอกลวงโกหกด้วนหรือเปล่า. . .เขาเริ่มสูญเสียความเชื่อที่เคยได้มีมาตลอดชีวิต . . . และสิ่งนั่นทำให้เขาตัดสินจออกเดินทางเพื่อค้นหาความจริง ...ว่าสุดท้ายแล้ว ความจริงคืออะไรกันแน่ . . . 
 
มนุษย์ พูดอย่างหนึ่ง...แต่กลับกระทำอีกอย่าง
คิดอย่างหนึ่ง แต่สิ่งที่พูดออกมากลับตรงกันข้าม
กลิ้งกลอกหลอกลวงด้วยใบหน้างดงามราวเทพปั้นแต่ง
ในขณะที่มนุษย์อีกคนนั้นมองแล้วราวกับอสูรจุติจากนรก การกระทำล้วนแต่หาดีมิได้
แต่เขาผู้นั้นกลับไม่เคย โกหก . . . สิ่งใดจริง สิ่งใดลวง กันแน่ . . .เขา ไม่รู้เลย 
 
 

. .....กระทั่งวันหนึ่ง....
 
 
      เขาได้เดินทางเข้าไปในหุบเขาลึกที่ผู้คนแถบนี้เรียกว่า "ป่ามายา" เพื่อแสวงหาสิ่งที่เรียกว่าความจริงจากธรรมชาติ . . . ดั้นด้นไปตามคำบอกกล่าวเล่าลือว่า มีปรมาจารย์ผู้ที่แตกฉานในทุกสรรพสิ่งที่ละสิ้นเส้นทางแห่งโลกปลีกวิเวกตนอยู่ในป่าลึก ที่เต็มไปด้วยมายาแห่งนี้ . . .
 
ด้วยสิ่งนี้ตัวเขาที่ไม่รู้ว่าจะเชื่อสิ่งใดดี ก็เลือกที่เก็บของทุกอย่าง ใส่กระเป๋าและออกเดินทางสู้ป่ามายา . . . 
ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป ลึกเข้าไป มืดมิด ลงเริ่อย ๆ เขาเริ่มไม่รู้ตัวว่า ตัวเองเดินไปทางทิศไป 
 
ไม่รู้กระทั่งว่าเดินอยู่หรือหยุดนิ่งกันแน่ 
 
ไม่รู้กระั่ทั่งว่าตื่นหรือหลับอยู่
 
แม้กระทั้งสิ่งนี้เป็นความจริงหรือความฝัน....เขาก้ไม่รู้
 
ระหว่างเส้นรอยต่อนั่น เขาเห็นบางสิ่ง...
 
ไกลออกไปไม่มาก . . . ท่ามกลางแมกไม้อันมืดมิด . . . เขาเห็นแสงสว่างรำไร . .
 
.แสงอันน้อยนิดที่ส่องออกมาจากถ่ำ.

เพียงเขาคิดที่จะไปทางแสงนั้น ก็ราวกับว่าร่างกายค่อย ๆ เข้าใกล้ถ่ำนั้นขึ้นเรื่อย ๆ . . .  เรื่อย ๆ
 
จนได้เห็นว่าต้นกำเนิดแสงนั้นมาจากก้อนหินเพียงหนึึ่่งก้อนที่อยู่ตรงกลางโถงถ่ำกว้างนั้น. . . 
 
ไม่รู้อะไรดลใจเขา หรือมีบางสิ่งดึงดูด  . . . เขาหยิบหินก้อนนั่นขึ้นมา . . .
เช็ดถูกับเสื้อของตัวเองเพื่อทำความสะอาด
จากหินที่ส่องเพียงแสงมัว ๆ มันค่อย ๆสว่างขึ้น .... เจิดจ้าขึ้น . . . 

เขาตื่นเต้นกับสิ่งนี้มาก . . .
 
แสงสว่างจากหินนั้นทำให้เขได้เห็นสิ่งที่อยู่ในถ่ำ . . . ทั้งอัญมณี ทองคำเป็นภูเขา แพรงาม เพชรนิลจินดาเม็ดโตสารพัดสมบัติล้ำค่า ราวกับว่า ที่แห่งนี้ได้รวบรวมสิ่งเ่หล่านี้มาไว้ในที่เดียวกัน. . . มากมายกระทั่ง อัญมณีเป็นได้เพียงก้อนกรวดปูลาดทางเดินสู่บัลลังค์ทองคำที่ตระหง่านอยู่เบื้องหน้า . . . 
และ ณ. ที่แห่งนั้น มีโครงกระดูกผุ้สวมชุดคลุมเพชรและมงกุฏทองคำประดับอัญมณีต่าง ๆ สุดแสนงดงามอยู่ 
แต่ที่มงกุฎนั้นกลับมีสิ่งที่ขาดหายไป. . . .เขาเดินไป ที่นั่นและ . . . นำก้อนหินส่องแสงนั่นวางลงในช่องว่างเหนือหน้าผากของกงกุฏที่กระโหลกสวมใส่อยู่อย่างพอดี . . . . . . 
 
เขาไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำอย่างนั้น ไม่เข้าใจ แต่รู้ว่า ควรทำเช่นนั้นแล้วจะได้พบสิ่งที่ค้นหา . . . . 
 
ปาฏิหารเกิดขึ้น . . . โครกระดุกนั้น ค่อย ๆ มีเส้นเลือด กล้ามเนื้อ และผิวหนังของคนห่อหุ้ม  . . . เกิดเป็นบุรุษรูปงามที่ราวกับเทวดาดามมหาวิหาร งดงามเหนือมนุษย์ทุกผู้ที่เขาเคยได้พบพานแลเต็มไปด้วยอำนาจบารมี ที่ไม่อาจหยั่งถึง. . . .ตัวเขาถึงกับก้าวถอยหลังและทรุดลงนั่งราบไปกับพื้น แต่ในใจแสนปิติยินดีระคนกัน  คิดเพียงว่า ในที่สุดเขาก็ได้พบแล้วผู้ที่จะทำให้ปราถนาเขาเป็นจริง...
 
. . . บุรุษผู้นั้น นั่งอยู่บนบัลลังค์ แลเหลือบตามองมายังเขาที่ทรุดตัวอยู่เบื้องหน้า . . . . สุรเสียงก้องกังวานนุ่มลึกเอ่ยขึ้นโดนที่ไม่ได้แม้ขยับริมฝีปากบางนั้นซักเพียงนิด . . . 
 
"เจ้าหนุ่มผู้โชคดีเอ๋ย...เจ้ารู้หรือไม่ มีเพียง 1 คนเท่านั้นในรอบ 1 ร้อยปี ที่จะได้เข้ามายังถ่ำแห่งนี้ 
และจะมีเพียง 1 คนเท่านั้น ในรอบ 1 พันปี ที่จะพอมีโอกาสได้พบกับข้า . . .แต่ในรอบ หลาย หมื่นปี มานี้ ผู้คนโดยมาก เมื่อได้เห็นมหาสมบัติล้ำค่าในถ่ำนี้ก็จะกลับออกไปพร้อมสมบัติเท่าที่ถือกลับไปได้ . . .  มีแค่เจ้า ที่ไม่มีความสนใจในสมบัติเหล่านี้ . . . เพียงอัญมณีเม็ดเดียวก็สามารถทำให้เจ้าสุึขสบายไปทั้งชาติ . . . ใยเจ้าเลือกจะนำก้อนหินนี้มาประดับมงกุฎข้า . . . "
 
 
น้ำเสียงราวกับมนต์สะกด เขาฟังและตอบออกไปอย่างแทบไม่รู้สึกตัว
"ผมไม่รู้ . . . ผมรู้สึกว่า  ควรทำให้สิ่งไม่สมบููรณ์นั้นสมบูรณ์อย่างที่ควรเป็น . . . หรือเคยเป็นเท่านั้น . . . "
 
บุรุษหนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นและเดินมายังเขา ราวกับเชื่อกที่มองไม่เห็น . . .เขาเงยหน้าขึ้นมองทั้งที่ไม่ได้ต้องการขยับร่างกายเพียงนิด  .  .  .  .
 
"เจ้ามีแววตาที่ดี เป็นแววตาแห่งปราถนาอันแรงกล้ามากเจ้าหนุ่ม ปราถนานั้นนำพาให้เจ้าได้มาพบกับข้า . . .แต่สิ่งนั้นไม่ใช่แก้วแหวนเงินทองหรืออัญมณีเบื้องหน้า....เจ้าคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไร้ค่าไม่ควรค่าแก่การเหลียวมองด้วยซ้ำ  เจ้าไร้ซึ่งความโลภในทรัพย์สมบัติ . . . 
....เจ้าหนุ่มเอ๋ย ข้าถูกใจในแววตาเจ้านัก  เจ้าปราถนาสิ่งใดกัน....ข้าจะช่วยทำมันให้เป็นจริง....."
 
สิ้นคำนั้น ราวกับมีละอองแสงมารวมอยู่รอบตัวเขาและบุรุษงดงามผู้นั้น . . .บรรยากาศพลันเปลี่ยนราวกับอยู่ในอีกโลกหนึ่งที่เขาไม่เคยรู้จัก...ดูราวกับบุรุษผู้นั้นเข้าใจควารู้สึกของชายหนุ่ม....เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ 

"ในนามแห่งข้าผู้ครอบครองทุกสรรพสิ่งแห่งป่ามายา คำพูดของข้าคือความจริงยิ่งกว่าสิ่งใด ที่เจ้าเห็นอยุ่ตรงนี้หาใช่ความฝันไม่ จงบอกมาว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ข้าจะให้มันเป็นจริง3ประการ . . . . จงคิดให้ดีก่อนเอ่ย เพราะคำเหล่านั้นไม่อาจกลับคืนสู่ความว่างเปล่าได้ . . . ."
 
จงคิดให้ดี ๆ เจ้าหนุ่ม ข้ามีเวลาอันเป็นนิรันดร์เพื่อเฝ้ารอคคำตอบจากเจ้า . . .
 
 
แล้วบุรุษผู้นั้นก็กลับไปนั่งบนบัลลังค์ทองคำอีกครั้ง ด้วยความคาดหวังในคำตอบ . . . 

 
"หากคำของท่านคือความจริงยิ่งกว่าสิ่งใดแล้วนั้น ผมไม่จำเป็นต้องคิดให้เสียเวลา . . . ความปรายนาของผมคือ  . . . . ดวงตาแห่งความจริง . . . ยิ่งกว่าสิ่งใด . . . "
ด้วยแววตาแสนมุ่งมั่นน้ำเสียงหนักแน่น นั้นทำให้บุรุษจ้าวแห่งป่ามายาตะลึง ในคำขอที่แสนแปลกประหลาด
 
"ดวงตาแห่งความจริงเช่นนั้นหรือ . . . ผุ้ครอบครองจะมองเห็นสิ่งซึ่งความเป็นจริงในทุก ๆ อย่าง ไม่มีสิ่งใดหลอกลวงสายตาคู่นี้ได้ แม้แต่มนต์มายาแรงกล้าเท่าไรก็ไม่อาจหลอกสายตตาเจ้าได้ . . . แต่นี่มันเป็นคำสาบนะ ดาบสองคมแห่งควมจริงอาจทำลายชีวิตเจ้าก็เป็นได้.. . เจ้าปรานาสิ่งนี้จริงแท้แน่หรือ . . .
 
"จริงยิ่งกว่าสิ่งใดขอรับท่าน"  
เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่นไร้ความลังเลใจสายตามองตรงไปยังบุรุษบนบัลลังค์
 
.
.
.
.
 
"เจ้าจะได้ตามความปราถนา . . . . เอาล่ะ ข้อ 2 เจ้าปราถนาสิ่งใดกัน ข้าชักสนุกแล้วสิ ..."
.
 
.
 
.
 
"โสตไร้คำลวง นั่นคือสิ่งที่ 2 ที่ผมต้องการ"  . . . . คำพูดอันเด็ดเดี่ยวของเขาทำให้บุรุษผู้นั้นหร่ตามองด้วยความสงสัย
"เจ้าปราถนาในคำสาปอีกแล้วนะเจ้าหนุ่ม โสตไร้คำลวง...จะทำให้คำลวงลอกโกหกโป้ปดมดเท็จทั้งปวงแปรเปลี่ยนเป็นความจริงเมื่อเข้าสู่โสตประสาทเจ้า . . . โลกที่ไร้คำลวงหลอก . . .  ดาบสองคมทั้งสองเล่มที่เจ้าจะได้ครองนั้น อาจทำให้ชีวิตเจ้าพังทลายก็ได้ ไม่สิ มันต้องทำให้ชีวิตเจ้าพังทลายลงอย่างแน่นอน แล้วเจ้าอาจจะหายไปจากโลกนี้ตลอดกาลเลยก็ได้นะ . . . " เขามองตอบเสียงจากบุคคลบนบัลลังค์ทองอย่างแน่วแน่ว่าต้องการเช่นนั้น...จนคนคนนั้นต้องถอนหายใจ และส่ายหัวเบา ๆ 
 
 
"แต่อย่างที่ข้าเอ่ยไปแล้ว ทุกคำขอของเจ้าจะเป็นจริง . . . เอาล่ะ   เจ้าหนุ่มผู้มีความปราถนาแห่งความจริงเอย . . . คำขอข้อสุุดท้ายของเจ้าแล้ว เจ้าจะขออะไร . . . . ."
 
 
เขานิ่งคิดอยุ่พักใหญ่ก่อนที่จจะเอ่ยออกมา
 
"ความปราถนาข้อสุดท้ายของผมคือ...นิรันดร์...ชีวิตที่ไม่จบสิ้น....ถ้าท่านบอกว่า ปราถนาแห่งความจริงทั้ง 2 ข้อของผมจะทำให้ผมตาย ผมก็จะขอให้ผมไม่ตาย จึงขอชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ไม่แก่ไม่ตายคงอยุ่ได้ในทุกสภาวะการณ์  หากเป็นเช่นนี้แล้ว ปราถนาแห่งความจริงก็ไม่อาจทำให้ผมพังทลายหายไปได้อย่างแน่นอน . . . " เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนเชื่อมั่น นัยตาเป็นประกายอย่างใสซื่อบริสุทธิ์กับคำขอนี้ แต่บุรษผู้อยุ่บนบัลลังค์ทองกลับมองเขาด้วยสายตาเวทนา . . . 

บุรุษผู้นั้นลุกขึ้นจากบันลังค์อีกครัร้ง เดินตรงมายังชายหนุ่มที่นั่งอยู่กับพื้น . . . เขาทาบฝ่ามือกับใบหน้า ปิดตาและเืลื่อนไปปิดหูเบา ๆ ไออุ่นจากฝ่ามือนั้นราวกับไฟ แต่ชายหนุ่มก้ไม่อาจขยับตัวหนีความร้อนนี้ได้. . . . . . .
 
เขาเอ่ยท้อยด้วยน้ำเสียงเจือเศร้ากับชายหนุ่มที่ยังคงนั้งนิ่ง...เพราะไม่อาจขยับกายได้

"เจ้าช่างเป็นบุรุษผู้ปราถนาความจริง แต่กลับเลือกปฏิเสธความจริงเช่นนั้นหรือ . . . คำขอของเจ้าทั้ง 3 ข้อล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น เจ้าเลือกเส้นทางแห่งทุกข์เหนือทุกข์ใด ชีิวิตอันเป็นนิรันดร์....ผู้ที่ต่อจากนี้จะได้เห็นแต่ความจริง ไร้คำลวงหลอก และไม่ิยอมที่จะตายจากเมื่อถึงเวลา ชะตากรรมของเจ้าช่างหนักเหลือ แต่นี่ก็เ็ป็นสิ่งที่เจ้าเลือกเอง ทั้ง 3 ข้อ เจ้าจะได้ตามที่ขอไม่มีบิดพลิ้ว" 
 
มือขอบุรุษทองคำผู้นั้นเลื่อนมาแตะตรงหัวใจของชายหนุ่ม . . . . ราวกับวิญญาณถูกกระชาก อย่างแรง หัวสมองมึนงงหัวใจหยุดนิ่ง ก่อนจะกลับมาเต้นอีกครั้ง . . . แต่ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
 
ปราถนาเจ้าจะเป็นจริงทันทีที่เจ้าเดินออกพ้นป่ามายาแห่งนี้ไป . . . . 
จงเดินตามผีเสื้อมายาตัวนั้นไป มันจะนำทางเจ้าให้พ้นป่านี้. . . 
ชายหนุ่มลุกขึ้นราวกับหุ่นชัก เขาเดินตามผีเื้สื้อไปอย่างว่าง่าย . . . .ไม่อาจแม้เพียงหลียวมองเบื้องหลัง...
 
เสียงสุดท้ายแว่วมาจากบุรุษผู้นั้น . . . 
"ความจริงมีหลายระดับ อยู่ที่หัวใจเจ้าจะรับได้ที่ระดับไหน ขอให้เจ้าเข้าถึงความจริงข้อสุดท้ายให้ได้...เราคงจะได้พบกันใหม่ เจ้าหนุ่มผู้โง่เขลา อีกพันปี จากนี้หากวาสนาเรายังมีต่อกัน เจ้าจะต้องกลับมาร้องขอความตายจากข้าเป็นแน่ . . . "
 
สิ้นเสียงนั้น เขาได้ยินเสียงของใหญ่ถล่มแต่ก็ไม่อาจหันกลับไปมองได้ เดาเอาในใจว่าคงเป็นปากถ้ำเพื่อป้องกันผู้บุกรุึก จนกว่าจะถึึงเวลาอันสมควรอีกครั้ง . . . 
 
 
 
 
 
 
 
. . . .ต่อไปข้าคงไม่ต้องเหงาอยู่กับนิรันดร์นี้เพียงลำพังแล้วสินะ หึหึหึหึ. . . . .
 
 

........................................
 
 
 
 
 
 
 
 

Comment

Comment:

Tweet